9 เทคนิคการฝังเพชร
9 Techniques Diamond Setting 9 เทคนิคการฝังเพชร
สำหรับงานเครื่องประดับแล้วเทคนิคการฝังเพชรถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความงามและคุณค่าของชิ้นงานอย่างมาก การเลือกใช้วิธีการฝังเพชรที่แตกต่างกัน ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสวยงาม เปล่งประกาย และเสน่ห์ให้กับเครื่องประดับแต่ละชิ้นเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อองค์ประกอบโดยรวมของดีไซน์ เช่น สัดส่วน ความสมดุล และความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมา
เทคนิคการฝังบางรูปแบบอาจทำให้ชิ้นงานดูหรูหรา ละเมียดละไม หรือดูโมเดิร์นเรียบง่าย ขึ้นอยู่กับการออกแบบและเจตนาของผู้ออกแบบ ส่งผลโดยตรงต่อ Mood & Tone ของชิ้นงาน ซึ่งอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเพียงแค่เปลี่ยนเทคนิคการฝังเพชรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
วันนี้พลอยขอแนะนำ 9 เทคนิคการฝังเพชรที่พบเจอได้บ่อยในงานเครื่องประดับค่ะ💍✨

Channel Setting
การฝังเพชรแบบ Channel คือการฝังเพชรเรียงกันเป็นแถวในร่องของโลหะทั้งสองด้าน โดยไม่มีหนามเตยใดๆ บริเวณขอบโลหะทำให้แหวนโดยรวมดูใหญ่ขึ้น หน้าเพชรและขอบเรือนเรียบเนียนเสมอกันและต่อเนื่อง สวยงาม แข็งแรง เหมาะกับการใส่ใช้งานในชีวิตประจำวัน สไตล์แหวนจะเท่ๆ ไม่หวานมากค่ะ
Bead Bright Setting
การฝังเพชรแบบ Bead Bright จะมีการเจาะช่องที่โลหะให้พอดีกับเพชร แล้วใช้เครื่องมือแต่งโลหะให้เป็นตุ่มกลมเล็กๆ (Beads) เพื่อยึดจับเพชรให้อยู่กับที่ จะเป็นการฝังเพชรแบบจมลงในเรือน มีลักษณะคล้ายแบบ Channel Setting คือเห็นระยะขอบเรือนทั้ง 2 ฝั่ง แต่มีความหวานละมุนกว่า ได้ลุคแบบสวยเนี๊ยบ
Pavé Setting
การฝังเพชรแบบ Pavé (พา-เว่) คือเทคนิคการฝังเพชรที่ใช้เพชรเม็ดเล็กหลายเม็ดวางชิดกัน โดยยึดด้วยตุ่มหนามเตยเล็กๆของโลหะ ทำให้ดูเหมือนปกคลุมด้วยเพชรทั่วทั้งบริเวณ ได้ลุคแวววาวหรูหรา

Double Shared Prongs Setting
การฝังเพชรแบบ Double Shared Prongs คือการใช้หนามเตยร่วมกันระหว่างเพชรสองเม็ดซ้าย-ขวา ทำให้ใช้หนามเตยน้อยลง มองเห็นเนื้อโลหะน้อย เพิ่มความโปร่งแสง และช่วยให้เพชรดูแวววาวมากขึ้น
โดยเทคนิคการฝังเพขรแบบใช้หนามเตยร่วมกัน สามารถฝังได้ทั้งแบบหนามเตยเดี่ยว (Single Shared Prongs) และหนามเตยแบบคู่ (Double Shared Prongs) เลยค่ะ
Bar Setting
การฝังเพชรแบบ Bar คือการฝังเพชรโดยมีแถบโลหะแนวตั้งสองข้างหนีบเพชรไว้ เพชรจะมีช่องเปิดด้านบนและล่าง ทำให้แสงผ่านได้มากขึ้น จึงดูแวววาว และยังให้ลุคที่เรียบหรู ทันสมัย ในขณะที่ยังยึดเพชรไว้ได้อย่างมั่นคงอีกด้วยค่ะ
Scallop Setting
การฝังเพชรแบบ Scallop คือวิธีการฝังเพชรที่มีการเจาะร่องโค้งเว้าคล้ายเปลือกหอย (Scallop) มีหนามเตยยึดจับเพชรแต่ละเม็ด แสงจะผ่านจากบริเวณด้านข้างได้มากขึ้นทำให้ช่วยเพิ่มประกายให้เพชร ชิ้นงานจะดูโปร่งและสวยงาม มักใช้กับการฝังเพชรเรียงแถว หรือบริเวณก้านแหวน

Fishtail Setting
การฝังเพชรแบบ Fishtail หรือเรียกอีกชื่อในภาษาช่างว่า 'หนามเตยผ่า' คือบริเวณโลหะที่ฝังเพชรจะมีการแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง เพื่อยึดจับกับเพชร ทำให้มีลักษณะเป็นตัว V คล้ายหางปลา การฝังเพชรแบบนี้จะแน่นหนาและแข็งแรง มีความวินเทจเบาๆค่ะ
Bezel Setting
การฝังเพชรแบบ Bezel หรือ 'การฝังหุ้ม' คือการยึดเพชรไว้ด้วยขอบโลหะที่ล้อมรอบบริเวณขอบเพชรทั้งหมดหรือบางส่วน ขอบโลหะนี้จะถูกขึ้นรูปให้แนบสนิทกับเพชร เพื่อให้เพชรอยู่กับที่อย่างมั่นคง วิธีนี้ไม่เพียงช่วยยึดเพชรให้แน่นหนาเท่านั้น แต่ยังช่วยปกป้องขอบเพชรจากการกระแทกหรือขีดข่วนได้ดี แต่แสงจะเข้าเพชรได้น้อย ทำให้เพชรดูไม่เปล่งประกายเท่าการฝังเพชรแบบหนามเตย และมีข้อเสียหลักๆเลยคือไม่สามารถส่องเช็คเลขเซอร์ที่บริเวณขอบเพชรได้ค่ะ
Flush Setting
การฝังเพชรแบบ Flush หรือ 'การฝังเหยียบ' คือวิธีการฝังเพชรโดยให้เพชรจมอยู่ในเนื้อโลหะ ผิวหน้าของเพชรจะเสมอกับผิวโลหะเลย ลักษณะคล้ายแบบ Bezel Setting แต่จะเป็นการฝังจมลงในเรือน
ข้อดีของการฝังแบบนี้คือให้ความรู้สึกเรียบหรู ทันสมัย และดูสะอาดตา ไม่มีหนามหรือก้านเกาะเพชรเหมือนในแบบอื่นๆ จึงไม่เกี่ยวติดเสื้อผ้าหรือของใช้ นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องขอบเพชรจากการกระแทกหรือขีดข่วนได้ดี เหมาะสำหรับเครื่องประดับที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่นแหวนคุณผู้ชาย หรือแหวนแต่งงานที่ต้องการความแข็งแรงและทนทาน

©️Gemo House. All rights reserved.
บทความเขียนโดยร้าน Gemo Houseไม่อนุญาตให้คัดลอก หรือนำไปใช้ในทุกกรณี